วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ทำไม ! ต้องตรวจเลือด – ตรวจปัสสาวะ

ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บทุกวันนี้ หลายโรคไม่สามารถวินิจฉัยได้ทันที แต่จำเป็นต้องมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเช่น ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ และนำผลที่ได้มาประกอบการวินิจฉัยเพื่อวางแผนการรักษา แต่ท่านทราบหรือไม่การตรวจด้วยวิธีนี้เขาต้องเตรียมตัวกันอย่างไร และประโยชน์ที่ได้มีอะไรบ้าง
ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนตรวจ
ควรพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หักโหมจนเกินไป งดดื่มสุรา งดยาบางชนิด (ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง) ท่านสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ ยกเว้นในการตรวจหาปริมาณน้ำตาลและไขมันในเลือด ควรงดอาหารนาน 8-12 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือด (ดื่มน้ำเปล่าได้)
ตรวจเลือดแต่ละครั้งต้องใช้เลือดปริมาณเท่าไร ใช้เลือดประมาณ 8 - 10 ซีซี ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณเลือดในร่างกายที่มีทั้งหมดประมาณ 5,000 ซีซี ดังนั้นจึงไม่มีผลเสียต่อร่างกาย ส่วนการบริจาคเลือดแต่ละครั้ง ผู้บริจาคจะเสียเลือดประมาณ 400 ซีซี. โดยที่ไม่มีอันตรายใด ๆ
ใช้เวลาเท่าไรจึงจะทราบผล ประมาณ 1 ชั่วโมง สำหรับการตรวจเลือดตามปกติ เช่น การตรวจเม็ดเลือด การตรวจสมรรถภาพของตับและไต ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด แต่สำหรับการตรวจพิเศษบางอย่าง อาจต้องใช้เวลานานเป็นวันจึงจะทราบผล เช่น ผลการเพาะเชื้อจากเลือด เป็นต้น
เลือดที่ถูกเจาะไป ใช้ตรวจอะไรได้บ้าง

- ตรวจนับเม็ดเลือด เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคเลือด เช่น ทาลัสซีเมีย ลิวคีเมีย
- ตรวจสมรรถภาพของตับ ช่วยในการหาสาเหตุของภาวะดีซ่าน ช่วยวินิจฉัยโรคตับ เช่น โรคตับอักเสบ
- ตรวจสมรรถภาพของไต ช่วยในการวินิจฉัยโรคของไต เช่น ภาวะไตวาย
- ตรวจระดับไขมันในเลือด ช่วยในการวินิจฉัยภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือด หัวใจอุดตัน
- ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยในการวินิจฉัยและติดตามผลการรักษาในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
- ตรวจหาปริมาณฮอร์โมน ช่วยวินิจฉัยโรคของต่อมไร้ท่อ เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษ
- ตรวจหาโรคติดเชื้อทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส
- ตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคออโตอิมมูน เช่น โรคเอสแอลอี โรคข้ออักเสบรูห์มาตอยด์ นอกจากนี้ยังมีการตรวจพิเศษอีกหลายชนิด ซึ่งแพทย์ผู้รักษาจะเป็นผู้พิจารณาส่งตรวจตามความเหมาะสม
นอกเหนือจากการตรวจน้ำตาลในเลือด มีการตรวจอะไรที่ช่วยติดตามผลการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ดีกว่า การตรวจระดับ Hemoglobin A1C จะสามารถช่วยติดตามผลการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานได้ดีกว่าการตรวจน้ำตาลในเลือดเพียงอย่างเดียว เนื่องจากสามารถบอกได้ถึงระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยภายในระยะ 2-3 เดือนที่ผ่านมา
การตรวจเลือดสามารถบอกถึงสาเหตุโลหิตจางได้หรือไม่ ได้บางชนิด เช่น ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก โรคโลหิตจางทาลัสซีเมีย ภาวะการแตกสลายของเม็ดเลือดแดง เป็นต้น
โรคหัวใจวินิจฉัยด้วยการตรวจเลือดได้หรือไม่ ได้ เพราะจากประวัติการเจ็บหน้าอก การตรวจร่างกาย การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ร่วมกับการตรวจเลือดจะช่วยในการวินิจฉัยโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการตรวจเลือดในปัจจุบันมีการพัฒนาขึ้นมากจนสามารถใช้วินิจฉัยโรคหัวใจขาดเลือดได้ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง และยังช่วยแยกโรคที่มีอาการใกล้เคียงกัน ทำให้แพทย์สามารถให้การรักษาผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง
โรตไต วินิจฉัยจากการตรวจเลือดได้หรือไม่ ?

ได้ เนื่องจากการตรวจเลือดสามารถบอกถึงประสิทธิภาพในการกำจัดของเสียจากไตทางอ้อม โดยสังเกตจากปริมาณของเสียที่หลงเหลืออยู่ในเลือด และเมื่อนำมาประกอบการวินิจฉัยร่วมกับประวัติการเจ็บป่วย การตรวจร่างกายและผลการตรวจปัสสาวะ จะช่วยให้วินิจฉัยโรคหรือยืนยันการเกิดโรคไตได้
การตรวจปัสสาวะ
มีประโยชน์หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการบอกถึงความผิดปกติของไต และระบบทางเดินปัสสาวะ โดยบอกได้ทั้งความผิดปกติของหน้าที่การทำงาน เช่น ไตวาย และความผิดปกติทางกายวิภาค เช่น การอักเสบติดเชื้อ นิ่ว เป็นต้น
เตรียมตัวให้พร้อม.... เก็บปัสสาวะที่ถ่ายหลังตื่นนอนตอนเช้า เพราะจะมีความเข้มข้น สามารถพบตะกอนของสารต่าง ๆ ได้ดี แต่มีเคล็ดลับเล็ก ๆ คือ ควรถ่ายปัสสาวะทิ้งไปเล็กน้อยก่อนแล้วค่อยถ่ายใส่ภาชนะ เพื่อลดการปนเปื้อนของเซลล์ต่าง ๆ บริเวณส่วนต้นของท่อปัสสาวะ สำหรับสตรีที่มีประจำเดือน ไม่ควรตรวจปัสสาวะ เพราะอาจมีการปนเปื้อนของเม็ดเลือดแดงขณะเก็บปัสสาวะ ทำให้แปรผลผิดพลาดได้

ดังนั้น ก่อนตรวจทางห้องปฏิบัติการทุกครั้ง ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อความถูกต้องของผลที่ได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับการวินิจฉัยเพื่อวางแผนการรักษาต่อไปแหล่งที่มา : www.manager.co.th

วิธีคลายเครียดจากการทำงานStress Management

ควรทำอย่างไรเมื่อมีความเครียดจากการทำงาน
1.พิจารณาหาสาเหตุของความเครียด แก้ไขที่สาเหตุ
2.เปลี่ยนแปลงตนเองให้คุ้นเคย ยอมรับเปลี่ยนวิธีคิด ฝึกการผ่อนคลายตนเอง ออกกำลังกาย หางานอดิเรกทำ
3.เปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับตนเอง จัดแบ่งเวลาทำงาน แบ่งงานเป็นช่วงๆ มีเวลาพักผ่อนหย่อนใจ
4.การใช้ยารักษาคลายเครียด หรือรักษาอาการที่เกิดขึ้นทางร่างกาย

วิธีป้องกันความเครียด
การป้องกันความเครียด ใช้หลายวิธีประกอบกัน การเข้าใจตนเองช่วยได้มาก ในการฝึกกับสิ่งที่ทำให้เครียด
1.มีสติเตือนตนเอง รู้จักตนเอง พิจารณาตนเองว่ามีความคิด ความรู้สึกอย่างไร รู้ตัวเมื่อมีความกังวล ความเครียด ความกลัว
2.จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม เสียงไม่ดัง ไม่ร้อนมากเกินไป สีแสง บรรยากาศ การมีธรรมชาติต้นไม้ ภาพวาด ภาพผนังห้อง
3.การฝึกสู้ปัญหาให้เกิดความเคยชิน ไม่หลบเลี่ยงปัญหา พัฒนาตนเองให้ปรับตัวได้มากขึ้น
4.จัดงานให้พอเหมาะหลีกเลี่ยงงานที่เครียดเกินไป งานที่ไม่ชอบไม่ถนัด งานที่มีการคุกคามข่มขู่ มีการแบ่งงานกันอย่างยุติธรรม แบ่งเวลาให้มีงาน พักผ่อน ออกกำลังกาย และนอนหลับพักผ่อนเป็นเวลา
5.มีกิจกรรมผ่อนคลายสลับ เช่น พักสายตา มองไปไกลๆ ขยับร่างกาย กายบริหาร ฟังเพลง
6.สร้างความสามัคคีในทีมงาน มีการประสานงานกันดี ช่วยเหลือกัน
7.การสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจ บอกความคิด ความรู้สึก และต้องการของตนเอง สอบถามผู้อื่นเมื่อไม่เข้าใจ มีวิธีพูด บอกกันดีๆ ด้วยเจตนาที่เป็นมิตร วิธีเตือนผู้อื่นอย่างนุ่มนวล ชักชวนให้คนทำงานด้วยดี มีการชื่นชม ชมเชยผู้อื่น
8.สร้างแรงจูงใจจากภายใน ให้มีความชอบ ความสำเร็จ สนุกกับงาน ไม่ท้อแท้ผิดหวังกับความล้มเหลว มองความผิดพลาดเป็นครู หรือบทเรียนที่จะพัฒนาตนเอง แก้ไขปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ได้ทางออกทางแก้ไขปัญหาใหม่ๆที่ดีกว่าเดิม
9.มีตัวอย่างผู้ใกล้ชิดที่ดี หนักแน่น เป็นแบบอย่างที่ดี
10.การฝึกการผ่อนคลายตนเอง ด้วยเทคนิคต่างๆ


เทคนิคการผ่อนคลายตนเอง
1.ปรับเปลี่ยนวิธีคิด คิดดี มองตนเองดี มองผู้อื่นดี มองโลกในแง่ดี หาความสุขได้จากทุกสถานการณ์
2.มีวิธีการปลุกปลอบใจตนเอง ให้กำลังใจตนเองได้
3.มีที่ปรึกษา เพื่อน พ่อแม่ ครู ที่สามารถระบายความทุกข์ใจได้
4.มีมุมสงบ พักผ่อนจิตใจ ธรรมชาติ ต้นไม้
5.ฝึกสมาธิ สติ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ผ่อนคลายตนเอง ก ารผ่อนลมหายใจ
6.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แบบแอโรบิค ได้แก่ เดินหรือวิ่ง จักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิค วันละ 30นาที อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์
7.การฝึกประสาทอัตโนมัติ เซาน่า โดยการแช่ในน้ำเย็นจัด สลับกับการอบไอน้ำร้อนจัด อย่างละ 10-20 นาที เพื่อให้ประสาทอัตโนมัติเกิดการเปลี่ยนแปลงตามอย่างรวดเร็ว วิธีนี้ควรทำเมื่อร่างกายแข็งแรง
8.นวดกล้ามเนื้อ โดยผู้นวดที่ได้รับการฝึกอย่างดี การนวดจะช่วยคลายกล้ามเนื้อที่มีการหดเกร็งปวด ให้คลายออก และความเครียดจะลดลง
9.สร้างจินตนาการที่ทำให้ใจสงบ ผ่อนคลาย เช่น สถานที่ที่เคยไปพักผ่อน ชายทะเล ภูเขา
10.การฟังเพลง/ดนตรี ที่ผ่อนคลาย ดนตรีต้องมีลักษณะนุ่มนวล จังหวะช้าๆไม่เกิน 60 ครั้งต่อนาที ไม่ควรมีเนื้อร้อง เสียงธรรมชาติ เช่นเสียงน้ำตก เสียงคลื่น เสียงนก ก็สามารถทำให้ผ่อนคลายได้เช่นกัน
11.กิจกรรมศิลปะ งานประดิษฐ์ ศิลปะ แกะสลัก เครื่องปั้นดินเผา
12.กิจกรรมสนุก เช่นรายการวิทยุ โทรทัศน์ รายการตลก
13.กีฬา แบบที่เล่นร่วมกับผู้อื่น กีฬาที่ได้ระบายอารมณ์ แต่มีกติกาปลอดภัย
14.กลุ่มช่วยเหลือกันเอง มีโอกาสระบายความทุกข์ใจ และช่วยเหลือกันเอง มีความรู้สึกมีเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุข และให้กำลังใจและคำแนะนำแก่กัน

การปรับเปลี่ยนความคิด
1.มีสติกับความคิดตนเอง รู้ว่ากำลังคิดอะไร คิดอย่างไร เข้าใจความคิดตนเอง

2.การหยุดความคิด การรู้ตัวว่าคิดไม่ดี คิดวนเวียน คิดมาก ย้ำคิด และฝึกที่จะควบคุมความคิด โดยการฝึกสติ ฝึกการหายใจ(Breathing exercise)
3.การเบนความคิดด้วยกิจกรรม เช่นงานอดิเรก การสวดมนต์
4.การฝึกคิดดี ในด้านต่างๆ ดังนี้
· มองตนเองดี มองด้านบวก หาสิ่งที่ถนัด สิ่งที่ยังพอควบคุมได้ เช่นความคิดตนเอง สิ่งที่ทำได้ เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น การทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ให้กำลังใจตนเอง ปลุกปลอบตนเอง
· มองผู้อื่น มองในด้านดี ให้อภัย แผ่เมตตา หวังดี ไม่หวังผลตอบแทนจากคนอื่น สุขใจที่ได้ช่วยคนอื่น ทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น คาดหวังว่าผู้อื่นจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ รู้จักปรึกษาผู้อื่น
· มองโลกและอนาคตในแง่ดี มีความหวัง มีทางออก ยอมรับเหตุการณ์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ หาช่องทางแก้ปัญหาได้

สรุป
ความเครียดเกิดขึ้นได้เสมอ การเตรียมตัวและฝึกฝนให้เผชิญกับความเครียดไม่ใช่เรื่องยาก แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการปรับตัว และมีความสุข การพัฒนาสิ่งต่างๆทั้งหมดนี้ ควรเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ให้เป็นบุคลิกภาพที่ดี จะป้องกันความเครียดได้ตลอดชีวิต

ผศ. นพ. พนม เกตุมาน

เอกสารอ้างอิง
1. Selye H. Stress without distress. New York JB Lippincott 1974
2. Benson HH. Beyond the relaxation response. New York Times Books 1984

วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2551

10 วิธี สู่สมดุลสุขภาพที่ดี

แม้ว่าเราจะดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรงจะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว เพราะปัจจัยแวดล้อมของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน แต่เรามีแนวทางการปฏิบัติอย่างกว้างๆ 10 วิธี ให้ลองปฏิบัติเพื่อสุขภาพที่ดี โดยเริ่มจากข้อแรกกันเลยดีกว่า
1.การเคลื่อนไหวตนเองให้มากขึ้น
2.หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง
3.เลิกบุหรี่ แอลกอฮอล์ และสารเสพติดทุกชนิด
4.ลดความเครียดลง
5.ป้องกันตัวเองจากมลภาวะต่างๆ
6.คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่ขับรถ
7.ใช้ไหมขัดฟัน
8.อย่าดื่มหนักเกินไป
9.คิดสิ่งดี และมองโลกในแง่ดี
10.ศึกษาสุขภาพจากคนรอบข้างที่มีสุขภาพที่ดี เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติ

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2551

เบต้าแคโรทีนมีอยู่ในพืช ผัก และผลไม้ปริมาณเท่าไรบ้าง

แครอท 1 หัว = 5,688 ไมโครกรัม
บร็อกโคลี่ 1 ถ้วย = 1,014 ไมโครกรัม
ผักโขม 1 ถ้วย = 2,296 ไมโครกรัม
มะเขือเทศ 1 ผล = 640 ไมโครกรัม
มะม่วงแก้วสุก (100 กรัม) = 1,945 ไมโครกรัม
กล้วยไข่ (100 กรัม) = 942 ไมโครกรัม
ทุเรียนชะนี (100 กรัม) = 224 ไมโครกรัม
มะปราสุก (100 กรัม) = 230 ไมโครกรัม
ยอดแค (100 กรัม) = 8,654 ไมโครกรัม
ผักคะน้า (100 กรัม) = 2,512 ไมโครกรัม
ใบยอ (100 กรัม) = 3,999 ไมโครกรัม
ใบกระเพรา (100 กรัม) = 7,857 ไมโครกรัม
ขี้เหล็ก (100 กรัม) = 7,181 ไมโครกรัม
กระหล่ำปลี (100 กรัม) = 42 ไมโครกรัม

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2551

เครื่องดื่มเพื่อยามเช้า

ยามเช้าของใครหลายๆ คนมักจะเป็นเช้าที่ไม่ค่อยสดใสอยู่บ่อยครั้ง สาเหตุอาจเกิดจากการนอนดึกหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ เราลองมาดื่มเครื่องดื่มที่สามารถทำให้สดชื่นขึ้น และสามารถลดอาการอ่อนเพลียเนื่องจากการพักผ่อนไม่เพียงพอกัน



1.น้ำมะนาว มีกรดซตริก มีวิตามินซีที่นอกจากจะช่วยขับเสมหะ แก้อาการเจ็บคอแล้ว ยังสามารถช่วยให้ร่างกายสดชื่น แถมกลิ่นหอมอ่อนๆ จากเปลือกที่โดนคั้นยังช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายอีกด้วย


2.น้ำขิง มีสารเคมีชนิดหนึ่งเรียกว่า จินเจอรอล (Gigerol) ที่เป็นสารเคมีประเภทน้ำมันหอมระเหยที่ให้ทั้งรสและกลิ่น สรรพคุณสามารถลดอาการเมาค้าง คลื่นไส้ อาเจียนได้เป็นอย่างดี

3.น้ำผัก ผลไม้ เป็นน้ำทีอร่อยดื่มง่าย และยังอุดมไปด้วยวิตามินหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามินซี วิตามินเอ โฟลิคแอซิด และแร่ธาตุ เช่น โซเดียม โปแตสเซียม สังกะสี นอกจากนั้นในน้ำผัก ผลไม้ยังมีส่วนผสมของน้ำตาลโดยธรรมชาติจนถึงน้ำตาลที่มีการเติมลงไป ซึ่งสามารถให้พลังงานแก่ร่างกาย ช่วยให้เราหายเหนื่อย หายอ่อนเพลีย ทำให้ร่างกายสดชื่นแจ่มใส


4.น้ำหวาน คนนอนดึกส่วนใหญ่ เมื่อตื่นนอนจะมีอาการปวดหัว มึนศรีษะ เกิดอาการเครียดทางประสาท เนื่องมาจากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ลองทานน้ำหวานซักแก้วยามเช้า จะทำให้จิตใจสงบขึ้นและคลายอาการเครียดและมึนงงได้เป็นอย่างดี


การป้องกันการเกิดอาการท้องผูกด้วยวิธีธรรมชาติ


1.กินอาหารที่มีเส้นใยให้มากอย่างน้อยวันละ 25 กรัม เช่น ข้าวกล้อง เป็นต้น

2.กินผักพื้นบ้านหรือผักปลอดสารพิษที่มีเส้นใยอาหารค่อนข้างสูงเช่น สะเดา ขนุนอ่อน คะน้า กวางตุ้ง

3.หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่มีเส้นใย เช่น ช็อกโกแลต เนยแข็ง เนื้อสัตว์

4.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย ประมาณ 30 นาที/วัน

5.ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อให้เส้นใยอาหารฟองตัว

6.ฝึกนิสัยการขับถ่ายให้เป็นเวลา

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ปวดหลัง...ภัยเงียบของคนทำงาน

หนุ่มสาววัยทำงานเกือบทุกคนคงต้องเคยเผชิญกับการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เช่นปวดคอ บ่า ไหล่ สะบัก หรือหลัง ถ้าอาการดังกล่าวสามารถหายได้ภายใน 2-3 วัน เมื่อพักผ่อน ทายา หรือทานยา อาการปวดดังกล่าว ก็ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าอาการปวดเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีการเพิ่มความรุนแรงและความถี่ขึ้นเรื่อยๆ ให้สงสัยได้เลยว่าคุณได้มีอาการ ของ ”โรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง หรือ Myofascial Pain Syndrome” แล้ว ซึ่งหากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา ให้ถูกวิธี จะทำให้มีอาการมากขึ้น จนเกิดโรคอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคปวดศีรษะเรื้อรัง โรคไมเกรน โรคความดัน โลหิตสูง อาการนอนไม่หลับ กล้ามเนื้ออ่อนแรง โครงสร้างร่างกายผิดปกติ เป็นต้น การรักษาด้วย การทานยา ทายา การนวด หรือการใช้ความร้อน เพียงทำให้กล้ามเนื้อส่วนบนมีการ คลายตัว แต่ไม่สามารถสลายจุด Trigger Point ได้ ดังนั้นอาการปวดเพียงดีขึ้นชั่วคราว หลังจากนั้น 2-3 วัน ก็จะกลับมาปวดอีก เนื่องจากยังมีการอักเสบของจุด Trigger Point ภายในกล้ามเนื้อและเยื่อพังพืดยังมีอยู่
  1. อาการที่แสดงออกเด่นชัดของโรคกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง ซึ่งมีอาการปวดร้าวลึกๆ ของกล้ามเนื้อ ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยอาจปวดตลอดเวลา หรือปวดเฉพาะเวลาทำงาน
  2. ความรุนแรงของการปวด มีได้ตั้งแต่แค่เมื่อยล้าพอรำคาญ จนไปถึงปวดทรมานจนไม่ สามารถขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ปวดได้
  3. บางกรณีมีอาการชา มือและขาร่วมด้วย
  4. บางรายมีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง อาการนอนไม่หลับ
  5. มีอาการผิดปกติของโครงสร้างร่างกาย เช่นไหล่สูงต่ำไม่เท่ากัน หลังงอ คอตก ขาสั้นยาวไม่เท่ากัน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรังคือ

  1. ท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม
  2. ลักษณะงานที่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวต่อเนื่องนานๆ เช่นการใช้คอมพิวเตอร์
  3. การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อซ้ำๆ
  4. การทำงานที่มีการใช้กล้ามเนื้อท่าเดียวกันซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง
  5. การทำงานของกล้ามเนื้อมากเกินไป ขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ
  6. การขาดดูแลและการบริหารกล้ามเนื้อ

ดังนั้น เราควรดูแลร่างกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และมาพบแพทย์อายุรเวทเพื่อตรวจสภาพกล้ามเนื้อ ปีละครั้ง ก็จะทำให้ห่างไกลจากโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง