วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2551

10 วิธี สู่สมดุลสุขภาพที่ดี

แม้ว่าเราจะดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรงจะไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว เพราะปัจจัยแวดล้อมของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน แต่เรามีแนวทางการปฏิบัติอย่างกว้างๆ 10 วิธี ให้ลองปฏิบัติเพื่อสุขภาพที่ดี โดยเริ่มจากข้อแรกกันเลยดีกว่า
1.การเคลื่อนไหวตนเองให้มากขึ้น
2.หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง
3.เลิกบุหรี่ แอลกอฮอล์ และสารเสพติดทุกชนิด
4.ลดความเครียดลง
5.ป้องกันตัวเองจากมลภาวะต่างๆ
6.คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งที่ขับรถ
7.ใช้ไหมขัดฟัน
8.อย่าดื่มหนักเกินไป
9.คิดสิ่งดี และมองโลกในแง่ดี
10.ศึกษาสุขภาพจากคนรอบข้างที่มีสุขภาพที่ดี เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติ

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2551

เบต้าแคโรทีนมีอยู่ในพืช ผัก และผลไม้ปริมาณเท่าไรบ้าง

แครอท 1 หัว = 5,688 ไมโครกรัม
บร็อกโคลี่ 1 ถ้วย = 1,014 ไมโครกรัม
ผักโขม 1 ถ้วย = 2,296 ไมโครกรัม
มะเขือเทศ 1 ผล = 640 ไมโครกรัม
มะม่วงแก้วสุก (100 กรัม) = 1,945 ไมโครกรัม
กล้วยไข่ (100 กรัม) = 942 ไมโครกรัม
ทุเรียนชะนี (100 กรัม) = 224 ไมโครกรัม
มะปราสุก (100 กรัม) = 230 ไมโครกรัม
ยอดแค (100 กรัม) = 8,654 ไมโครกรัม
ผักคะน้า (100 กรัม) = 2,512 ไมโครกรัม
ใบยอ (100 กรัม) = 3,999 ไมโครกรัม
ใบกระเพรา (100 กรัม) = 7,857 ไมโครกรัม
ขี้เหล็ก (100 กรัม) = 7,181 ไมโครกรัม
กระหล่ำปลี (100 กรัม) = 42 ไมโครกรัม

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2551

เครื่องดื่มเพื่อยามเช้า

ยามเช้าของใครหลายๆ คนมักจะเป็นเช้าที่ไม่ค่อยสดใสอยู่บ่อยครั้ง สาเหตุอาจเกิดจากการนอนดึกหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ เราลองมาดื่มเครื่องดื่มที่สามารถทำให้สดชื่นขึ้น และสามารถลดอาการอ่อนเพลียเนื่องจากการพักผ่อนไม่เพียงพอกัน



1.น้ำมะนาว มีกรดซตริก มีวิตามินซีที่นอกจากจะช่วยขับเสมหะ แก้อาการเจ็บคอแล้ว ยังสามารถช่วยให้ร่างกายสดชื่น แถมกลิ่นหอมอ่อนๆ จากเปลือกที่โดนคั้นยังช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายอีกด้วย


2.น้ำขิง มีสารเคมีชนิดหนึ่งเรียกว่า จินเจอรอล (Gigerol) ที่เป็นสารเคมีประเภทน้ำมันหอมระเหยที่ให้ทั้งรสและกลิ่น สรรพคุณสามารถลดอาการเมาค้าง คลื่นไส้ อาเจียนได้เป็นอย่างดี

3.น้ำผัก ผลไม้ เป็นน้ำทีอร่อยดื่มง่าย และยังอุดมไปด้วยวิตามินหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามินซี วิตามินเอ โฟลิคแอซิด และแร่ธาตุ เช่น โซเดียม โปแตสเซียม สังกะสี นอกจากนั้นในน้ำผัก ผลไม้ยังมีส่วนผสมของน้ำตาลโดยธรรมชาติจนถึงน้ำตาลที่มีการเติมลงไป ซึ่งสามารถให้พลังงานแก่ร่างกาย ช่วยให้เราหายเหนื่อย หายอ่อนเพลีย ทำให้ร่างกายสดชื่นแจ่มใส


4.น้ำหวาน คนนอนดึกส่วนใหญ่ เมื่อตื่นนอนจะมีอาการปวดหัว มึนศรีษะ เกิดอาการเครียดทางประสาท เนื่องมาจากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ลองทานน้ำหวานซักแก้วยามเช้า จะทำให้จิตใจสงบขึ้นและคลายอาการเครียดและมึนงงได้เป็นอย่างดี


การป้องกันการเกิดอาการท้องผูกด้วยวิธีธรรมชาติ


1.กินอาหารที่มีเส้นใยให้มากอย่างน้อยวันละ 25 กรัม เช่น ข้าวกล้อง เป็นต้น

2.กินผักพื้นบ้านหรือผักปลอดสารพิษที่มีเส้นใยอาหารค่อนข้างสูงเช่น สะเดา ขนุนอ่อน คะน้า กวางตุ้ง

3.หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่มีเส้นใย เช่น ช็อกโกแลต เนยแข็ง เนื้อสัตว์

4.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย ประมาณ 30 นาที/วัน

5.ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อให้เส้นใยอาหารฟองตัว

6.ฝึกนิสัยการขับถ่ายให้เป็นเวลา

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ปวดหลัง...ภัยเงียบของคนทำงาน

หนุ่มสาววัยทำงานเกือบทุกคนคงต้องเคยเผชิญกับการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เช่นปวดคอ บ่า ไหล่ สะบัก หรือหลัง ถ้าอาการดังกล่าวสามารถหายได้ภายใน 2-3 วัน เมื่อพักผ่อน ทายา หรือทานยา อาการปวดดังกล่าว ก็ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าอาการปวดเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีการเพิ่มความรุนแรงและความถี่ขึ้นเรื่อยๆ ให้สงสัยได้เลยว่าคุณได้มีอาการ ของ ”โรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง หรือ Myofascial Pain Syndrome” แล้ว ซึ่งหากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา ให้ถูกวิธี จะทำให้มีอาการมากขึ้น จนเกิดโรคอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคปวดศีรษะเรื้อรัง โรคไมเกรน โรคความดัน โลหิตสูง อาการนอนไม่หลับ กล้ามเนื้ออ่อนแรง โครงสร้างร่างกายผิดปกติ เป็นต้น การรักษาด้วย การทานยา ทายา การนวด หรือการใช้ความร้อน เพียงทำให้กล้ามเนื้อส่วนบนมีการ คลายตัว แต่ไม่สามารถสลายจุด Trigger Point ได้ ดังนั้นอาการปวดเพียงดีขึ้นชั่วคราว หลังจากนั้น 2-3 วัน ก็จะกลับมาปวดอีก เนื่องจากยังมีการอักเสบของจุด Trigger Point ภายในกล้ามเนื้อและเยื่อพังพืดยังมีอยู่
  1. อาการที่แสดงออกเด่นชัดของโรคกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง ซึ่งมีอาการปวดร้าวลึกๆ ของกล้ามเนื้อ ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยอาจปวดตลอดเวลา หรือปวดเฉพาะเวลาทำงาน
  2. ความรุนแรงของการปวด มีได้ตั้งแต่แค่เมื่อยล้าพอรำคาญ จนไปถึงปวดทรมานจนไม่ สามารถขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ปวดได้
  3. บางกรณีมีอาการชา มือและขาร่วมด้วย
  4. บางรายมีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง อาการนอนไม่หลับ
  5. มีอาการผิดปกติของโครงสร้างร่างกาย เช่นไหล่สูงต่ำไม่เท่ากัน หลังงอ คอตก ขาสั้นยาวไม่เท่ากัน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรังคือ

  1. ท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม
  2. ลักษณะงานที่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวต่อเนื่องนานๆ เช่นการใช้คอมพิวเตอร์
  3. การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อซ้ำๆ
  4. การทำงานที่มีการใช้กล้ามเนื้อท่าเดียวกันซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง
  5. การทำงานของกล้ามเนื้อมากเกินไป ขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ
  6. การขาดดูแลและการบริหารกล้ามเนื้อ

ดังนั้น เราควรดูแลร่างกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และมาพบแพทย์อายุรเวทเพื่อตรวจสภาพกล้ามเนื้อ ปีละครั้ง ก็จะทำให้ห่างไกลจากโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง

10 ข้อแนะนำ..ป้องกันมะเร็ง

เรามีแนวทางเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งมาเพื่อคุณ

1.หากคุณได้รับการตรวจร่างกาย จะด้วยตรวจประจำปี หรือเมื่อมีอาการไม่สบายใดๆ คุณอย่าลืมที่จะบอกให้หมอทราบถึงประวัติการเป็นมะเร็งในครอบครัวของคุณ(ถ้ามี) เพราะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้หมอวินิจฉัยและเกาะติดกับอาการที่อาจบ่งชี้โรคได้ดีขึ้น และเท่าทันหากว่าคุณมีโอกาสเสี่ยง

2. หากว่าคุณเคยเป็นมะเร็งไม่ว่าที่ใดมาก่อน คุณก็มีโอกาสเป็นมะเร็งขึ้นมาได้อีกมากกว่าคนปกติ ดังนั้นต้องระวังเรื่องสุขภาพให้มาก โดยเฉพาะวิถีการใช้ชีวิต อาหารการกิน รวมถึงจิตใจให้ผ่องใสสม่ำเสมอ

3. ปรับปรุงเรื่องอาหารการกิน ซึ่งคุณต้องเข้าใจก่อนว่าไม่มีอาหารชนิดใดเพียงชนิดเดียวที่สามารถป้องกันมะเร็งได้ แต่การกินอาหารไขมันต่ำ อาหารเส้นใยสูงย่างผลไม้ ผักหลายๆ ชนิด ก็สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งบางชนิดได้ โดยเฉพาะที่มีวิตามินเอ ซี อี และเบต้าแคโรทีนสูง อย่าลืมลดการกินอาหารย่างเกรียม เกลือ อาหารรมควันและอาหารหมักดองลงด้วย

4. ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์เป็นโทษโดยตรงที่ทำให้เกิดมะเร็งในช่องปาก มะเร็งกล่องเสียง คอหอย หลอดอาหาร ตับ ลำไส้ และเต้านม ดังนั้นเพื่อจำกัดความเสี่ยงคุณควรเลิกดื่มแอลกอฮอล์ หรือจะลองเริ่มต้นลดปริมาณดูก็ไม่ควรดื่มเกิน 4 แก้วต่อสัปดาห์

5. ลดน้ำหนักลง เพราะความอ้วนเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก

6. หยุดสูบบุหรี่ เพราะยาสูบเป็นเหตุแห่งมะเร็งปอด และยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งกล่องเสียง มะเร็งช่องปาก หลอดอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ไต ตับอ่อน

7. ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ จะทำให้ความเสี่ยงต่อมะเร็งลดน้อยลง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าออกกำลังกายให้ได้ 5 วัน ต่อสัปดาห์จะดีเยี่ยม

8. ปกป้องผิวจากแสงแดด โดยเฉพาะใช้ครีมกันแดด SPF 25 ขึ้นไป และควรเลี่ยงแสงแดดช่วงเวลาสิบโมงเช้าถึงบ่ายสามโมงเย็น

9. หลีกเลี่ยงจากสิ่งแวดล้อมที่ก่อมลพิษที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น ใยหิน (Asbestos) และ Carcinogen ที่ใช้กันในงานก่อสร้างอาคารบ้านเรือน สารเคมีที่ใช้ในบ้าน เช่น ยาฆ่าแมลง ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม ควันรถยนต์ต่างๆ เป็นต้น

10. คอยหมั่นสังเกตและตรวจความผิดปกติของร่างกายตัวเองเป็นประจำ