วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ปวดหลัง...ภัยเงียบของคนทำงาน

หนุ่มสาววัยทำงานเกือบทุกคนคงต้องเคยเผชิญกับการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เช่นปวดคอ บ่า ไหล่ สะบัก หรือหลัง ถ้าอาการดังกล่าวสามารถหายได้ภายใน 2-3 วัน เมื่อพักผ่อน ทายา หรือทานยา อาการปวดดังกล่าว ก็ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าอาการปวดเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีการเพิ่มความรุนแรงและความถี่ขึ้นเรื่อยๆ ให้สงสัยได้เลยว่าคุณได้มีอาการ ของ ”โรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง หรือ Myofascial Pain Syndrome” แล้ว ซึ่งหากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา ให้ถูกวิธี จะทำให้มีอาการมากขึ้น จนเกิดโรคอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคปวดศีรษะเรื้อรัง โรคไมเกรน โรคความดัน โลหิตสูง อาการนอนไม่หลับ กล้ามเนื้ออ่อนแรง โครงสร้างร่างกายผิดปกติ เป็นต้น การรักษาด้วย การทานยา ทายา การนวด หรือการใช้ความร้อน เพียงทำให้กล้ามเนื้อส่วนบนมีการ คลายตัว แต่ไม่สามารถสลายจุด Trigger Point ได้ ดังนั้นอาการปวดเพียงดีขึ้นชั่วคราว หลังจากนั้น 2-3 วัน ก็จะกลับมาปวดอีก เนื่องจากยังมีการอักเสบของจุด Trigger Point ภายในกล้ามเนื้อและเยื่อพังพืดยังมีอยู่
  1. อาการที่แสดงออกเด่นชัดของโรคกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง ซึ่งมีอาการปวดร้าวลึกๆ ของกล้ามเนื้อ ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยอาจปวดตลอดเวลา หรือปวดเฉพาะเวลาทำงาน
  2. ความรุนแรงของการปวด มีได้ตั้งแต่แค่เมื่อยล้าพอรำคาญ จนไปถึงปวดทรมานจนไม่ สามารถขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ปวดได้
  3. บางกรณีมีอาการชา มือและขาร่วมด้วย
  4. บางรายมีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง อาการนอนไม่หลับ
  5. มีอาการผิดปกติของโครงสร้างร่างกาย เช่นไหล่สูงต่ำไม่เท่ากัน หลังงอ คอตก ขาสั้นยาวไม่เท่ากัน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรังคือ

  1. ท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม
  2. ลักษณะงานที่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวต่อเนื่องนานๆ เช่นการใช้คอมพิวเตอร์
  3. การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อซ้ำๆ
  4. การทำงานที่มีการใช้กล้ามเนื้อท่าเดียวกันซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง
  5. การทำงานของกล้ามเนื้อมากเกินไป ขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ
  6. การขาดดูแลและการบริหารกล้ามเนื้อ

ดังนั้น เราควรดูแลร่างกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และมาพบแพทย์อายุรเวทเพื่อตรวจสภาพกล้ามเนื้อ ปีละครั้ง ก็จะทำให้ห่างไกลจากโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง

10 ข้อแนะนำ..ป้องกันมะเร็ง

เรามีแนวทางเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งมาเพื่อคุณ

1.หากคุณได้รับการตรวจร่างกาย จะด้วยตรวจประจำปี หรือเมื่อมีอาการไม่สบายใดๆ คุณอย่าลืมที่จะบอกให้หมอทราบถึงประวัติการเป็นมะเร็งในครอบครัวของคุณ(ถ้ามี) เพราะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้หมอวินิจฉัยและเกาะติดกับอาการที่อาจบ่งชี้โรคได้ดีขึ้น และเท่าทันหากว่าคุณมีโอกาสเสี่ยง

2. หากว่าคุณเคยเป็นมะเร็งไม่ว่าที่ใดมาก่อน คุณก็มีโอกาสเป็นมะเร็งขึ้นมาได้อีกมากกว่าคนปกติ ดังนั้นต้องระวังเรื่องสุขภาพให้มาก โดยเฉพาะวิถีการใช้ชีวิต อาหารการกิน รวมถึงจิตใจให้ผ่องใสสม่ำเสมอ

3. ปรับปรุงเรื่องอาหารการกิน ซึ่งคุณต้องเข้าใจก่อนว่าไม่มีอาหารชนิดใดเพียงชนิดเดียวที่สามารถป้องกันมะเร็งได้ แต่การกินอาหารไขมันต่ำ อาหารเส้นใยสูงย่างผลไม้ ผักหลายๆ ชนิด ก็สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งบางชนิดได้ โดยเฉพาะที่มีวิตามินเอ ซี อี และเบต้าแคโรทีนสูง อย่าลืมลดการกินอาหารย่างเกรียม เกลือ อาหารรมควันและอาหารหมักดองลงด้วย

4. ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์เป็นโทษโดยตรงที่ทำให้เกิดมะเร็งในช่องปาก มะเร็งกล่องเสียง คอหอย หลอดอาหาร ตับ ลำไส้ และเต้านม ดังนั้นเพื่อจำกัดความเสี่ยงคุณควรเลิกดื่มแอลกอฮอล์ หรือจะลองเริ่มต้นลดปริมาณดูก็ไม่ควรดื่มเกิน 4 แก้วต่อสัปดาห์

5. ลดน้ำหนักลง เพราะความอ้วนเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก

6. หยุดสูบบุหรี่ เพราะยาสูบเป็นเหตุแห่งมะเร็งปอด และยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งกล่องเสียง มะเร็งช่องปาก หลอดอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ไต ตับอ่อน

7. ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ จะทำให้ความเสี่ยงต่อมะเร็งลดน้อยลง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ถ้าออกกำลังกายให้ได้ 5 วัน ต่อสัปดาห์จะดีเยี่ยม

8. ปกป้องผิวจากแสงแดด โดยเฉพาะใช้ครีมกันแดด SPF 25 ขึ้นไป และควรเลี่ยงแสงแดดช่วงเวลาสิบโมงเช้าถึงบ่ายสามโมงเย็น

9. หลีกเลี่ยงจากสิ่งแวดล้อมที่ก่อมลพิษที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น ใยหิน (Asbestos) และ Carcinogen ที่ใช้กันในงานก่อสร้างอาคารบ้านเรือน สารเคมีที่ใช้ในบ้าน เช่น ยาฆ่าแมลง ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม ควันรถยนต์ต่างๆ เป็นต้น

10. คอยหมั่นสังเกตและตรวจความผิดปกติของร่างกายตัวเองเป็นประจำ